วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551
คำสั่งอื่นๆ
2.Cpio : ต้องการชื่อเต็ม (full pathname) ดังนั้นถ้าผู้ใช้ทำการอ้างชื่อ ไดเรกทอรีปลายทางแบบ relative
3.Bc : เป็นโปรแกรมเครื่องคิดเลขแบบบรรทัดคำสั่ง. สร้างฟังก์ชัน, คำนวณ คณิตศาสตร์ชั้นสูงเช่นยกกำลัง
4.Basename : เป็นคำสั่งสำหรับสกัดเอาชื่อไฟล์ไฟล์โดยตัดส่วนขยายชื่อไฟล์ (file extension) .gif ออก
5.Last : เป็นคำสั่งที่จะทำให้ loop หยุดทำงานและออกมาจาก loop ทันที
6.Crontab : มีไว้เพื่อการตั้งเวลาทำงานคำสั่งหรือโปรแกรมล่วงหน้า ตามเวลาที่ ผู้ใช้ต้องการ แต่การเปิดอนุญาติเช่นนี้อาจสร้างปัญหาให้แก่ระบบ
7.Dd : ใช้สำหรับจัดย่อหน้าสำหรับคำอธิบาย
8.Du : แสดงการเนื้อที่ใช้งาน ของแต่ละ directory โดยละเอียด. ช่วยให้ผู้ดูแล ระบบรู้ว่า directory ใด ใช้เนื้อที่ใด หรือใช้ดูรวม ๆ
9.Dirname : คือเปลี่ยนทั้งเจ้าของไฟล์และกลุ่มไปพร้อมกันทุกไฟล์ใน Sub dirname
10.Ln : เป็นคำสั่งไว้สร้าง link ไปยังที่ ที่ต้องการ คลายกับ shortcut ใน
11.Env : แสดงค่า environment ปัจจุบัน
12.Eject : คำสั่ง EJECT เป็นคำสั่งให้นำคำสั่งที่ตามหลังคำสั่ง EJECT ไปขึ้นหน้าใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละส่วนของโปรแกรมใหญ่ๆ ขึ้นหน้าใหม่ ส่วนคำสั่ง EJECT จะไม่ปรากฏใน Assembly Listing
13.Exec : ที่ใช้ในการแทนค่าตัวแปรแล้วรันคำสั่งแบบพลวัต (dynamicly) บันทึกพฤติกรรมของ exec ไว้
14.Free : แสดงหน่วยความจำที่เหลืออยู่บนระบบ โครงสร้างคำสั่ง free [-b-k-m] โดย option ที่มักใช้กันใน free คือ -b แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย byte
15.Groups :
16.Hostname : คำสั่งแสดงชื่อผู้ใช้ขณะใช้งาน $ logname คำสั่ง id ใช้แสดงชื่อและกลุ่มมของผู้ใช้ งาน $ id คำสั่ง tty แสดงหมายเลข terminal ที่ใช้งานอยู่
17.Lp :
18.Mount : เป็นคำสั่งเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับระบบ) รู บแบบการใช้งาน mount
19.Mt : คำสั่งกำหนดและแก้ไขรหัสผ่านของ User ของระบบ Unix,Linux ... คำสั่งกำหนดคำสั่งย่อ ของระบบ Unix,Linux
20.Nice : คำสั่งหรือโปรอกรมเข้าสู่เครื่อง .... ติดต่อ nice หรือ ติดต่อผู้บริหารเว็บไซต์ + Powered by KnowledgeVolution
21.Nohup :
22.Netstat : จะแสดงเป็นตัวเลข IP ยากต่อการเดา และการดูจริงๆคุณต้องสังเกตที่ port ที่เครื่องคุณด้วยว่าเป็น port ที่ใช้ทำอะไร
23.Od : แสดงเนื้อหาในไฟล์ไบนารี่
24.Pr : คือส่วนหนึ่งของภาษา HTML. คุณสามารถใช้ BBCode ในข้อความที่คุณพิมพ์. และคุณสามารถยกเลิกการใช้ BBCode ในแต่ละข้อความได้ในแบบฟอร์มกรอกข้อความ. BBCode มีรูปแบบคล้ายๆกับภาษา HTML
25.Df : แสดงเนื้อที่ใช้งานทั้งหมดของ Harddisk ว่าเหลือเท่าใด
26Printf : รับค่าตัวแรกเป็นข้อความที่จัดรูปแบบการแสดงผล และรับรายการของข้อมูลที่ต้องการแสดงผลถัดไป. รูปแบบการแสดงผลจะถูกระบุโดยเครื่องหมาย % ตามด้วยอักษรแสดงรูปแบบ. ในกรณีนี้ %d ระบุว่าเราจะพิมพ์ตัวเลขฐานสิบ
27.Df : (ซ้ำกัน)
28.Printenv : คำสั่งนี้จะแสดงค่าตัวแปลสภาพ แวดล้อม. ตัวอย่าง:. -เซ็ตค่าตัวแปรสภาพแวดล้อม. จะใช้คำสั่ง ‘setenv’
29.Pg : เป็นคำสั่งใช้แสดง content ของไฟล์ ทั้งหมดทีละจอภาพ ถ้าต้องการแสดงหน้า ถัดไป ต้องกด แป้น.enter; รูปแบบ. pg filename
30.Quota :
31.rlogin : ใช้เพื่อเปิดการเชื่อมต่อ ด้วย rlogin. rsh. ใช้เพื่อ execute คำสั่งแบบ Remote (การใช้คำสั่งทำงานบน Host อื่นแบบ Remote)
คำสั่งเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร
1. Telnet - คำสั่ง telnet : ใช้ติดต่อเข้า server ต่าง ๆ ตาม port ที่ต้องการ แต่ปัจจุบัน server ต่าง ๆ ปิดบริการ telnet แต่เปิด SSH แทน : user interface to the TELNET protocol ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งานtelnet 202.202.202.202 :: ขอติดต่อเข้าเครื่อง 202.202.202.202 การไม่กำหนด port คือเข้า port 23telnet www.school.net.th 21 :: ขอติดต่อผ่าน port 21 ซึ่งเป็น FTP porttelnet mail.loxinfo.co.th 25 :: ตรวจ smtp ว่าตอบสนองกลับมา หรือไม่
telnet class.yonok.ac.th 110 :: ทดสอบ pop service ของ windows server 2003 Microsoft Windows POP3 Service Version 1.0 ready.
USER
+OK
PASS xxxxxxx
+OK User successfully logged on
telnet 202.29.78.13 80 :: ให้พิมพ์คำสั่ง GET แม้มองไม่เห็นหลังกดปุ่ม enter
(ใช้ทดสอบการตอบสนองของ server)GET /index.html Connection to host lost. C:\>
2. Ftp - คำสั่ง ftp ของระบบ Unix,Linux (เป็นโปรแกรมรับ-ส่งไฟล์ ) รูบแบบการใช้งาน ftp (IP or Name of FTP Server) ตัวอย่าง ftp 132.209.1.2 [Enter] Login:anonymous , Password: Username@YourDomain.com คำสั่งที่เกี่ยวข้อง ls - ดูไฟล์ ; pwd -ดูdir. ที่อยู่ ;cd - เปลี่ยน dir ;lcd - เปลี่ยน local dir ;mput* -ส่งไฟล์ ;mget - รับไฟล์ ;bye - ออก
3. Lynx - : Text browser ที่ใช้งานง่าย ใช้ดู source หรือ download ได้ ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน
lynx www.thaiall.com :: เพื่อเปิดเว็บ www.thaiall.com แบบ text mode
lynx http://www.yonok.ac.th :: เพื่อเปิดเว็บ www.yonok.ac.th แบบ
text mode
lynx -dump http://www.yonok.ac.th :: เพื่อแสดงผลลัพธ์แบบไม่
interactive คือการ view ผลแล้วหยุดทันที
lynx -dump -width=500
http://piology.org/.procmailrc.htmlgrep '^'cut -c3- :: ตัวอย่างการนำไปใช้
4. Mesg - mesg ดู status การรับการติดต่อของ terminal mesg y เปิดให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้ mesg n ปิดไม่ให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้
5. Ping - : ตรวจสอบ ip ของเครื่องเป้าหมาย และการเชื่อมต่อ internet : send ICMP ECHO_REQUEST to network hostsตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน
ping www.thaiall.com :: ตัวสอบการมีอยู่ของ www.thaiall.com และแสดงเลข IP ของเว็บนี้
ping 202.29.78.100 -c 5 :: แสดงผลการทดสอบเพียง 5 บรรทัด
ping 202.29.78.2 :: ผลดังข้างล่างนี้ แสดงว่าไม่พบเครื่องที่มีเลข ip ดังกล่าว
PING 202.29.78.2 (202.29.78.2) from 202.29.78.12 : 56(84)
bytes of data.
From 202.29.78.12 icmp_seq=1 Destination Host Unreachable
From 202.29.78.12 icmp_seq=2 Destination Host Unreachable
From 202.29.78.12 icmp_seq=3 Destination Host Unreachable
6. Write - คำสั่งใช้เพื่อการส่งข้อมูลทางเดียวจากผู้เขียนไปถึงผู้รับบนเครื่องเดียวกันเท่านั้น รูปแบบคำสั่ง write user [tty] เมื่อมีการพิมพ์คำสั่ง write ผู้ใช้จะเห็นข้อความซึ่งจะแสดงว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาโดยใคร ซึ่งหากผู้รับต้องการตอบกลับ ก็จะต้องใช้คำสั่ง write เช่นกัน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วให้พิมพ์ตัวอักษร EOF หรือ กด CTRL+C เพื่อเป็นการ interrupt ทั้งนี้ข้อความที่พิมพ์หลังจาก write จะถูกส่งหลังจากการกด Enter เท่านั้น ตัวอย่าง write m2k
คำสั่งสำรองข้อมูล
1. Tar - เป็นคำสั่งเพื่อการ backup และ restore file ทั้งนี้การ tar จะเก็บทั้งโครง สร้าง directory และ file permission ด้วย (เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้าย หรือแจกจ่ายโปรแกรมบนระบบ UNIX) มาจากคำว่า tape archive รูปแบบคำสั่ง tar [option]... [file]... โดย option ที่มักใช้กันใน echo คือ -c ทำการสร้างใหม่ (backup) -t แสดงรายชื่อแฟ้มข้อมูลในแฟ้มที่ backup ไว้ -v ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผล -f ผลลัพธ์ของมาที่ file -x ทำการ restore
ตัวอย่าง tar -xvf data.tar
2. Gzip - gzip/gunzip คำสั่งgzip/gunzipของระบบ Unix,Linux
(เป็นการบีบอัดไฟล์หรือขยายบีบอัดไฟล์) รูบแบบการใช้งาน gzipหรือgunzip (-cdfhlLnNrtv19 ) [file]
ตัวอย่าง #gzip -9vr /home/samba/
* บีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ ในSub /home/samba จะเปลี่ยนเป็นนามสุกล .gz #gunzip -dvr /home/samba/*
คลายการบีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ที่สกุล .gz ในSub /home/samba
3. Gunzip - gzip/gunzip คำสั่งgzip/gunzipของระบบ Unix,Linux
(เป็นการบีบอัดไฟล์หรือขยายบีบอัดไฟล์) รูบแบบการใช้งาน gzipหรือgunzip (-cdfhlLnNrtv19 ) [file]
ตัวอย่าง #gzip -9vr /home/samba/
* บีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ ในSub /home/samba จะเปลี่ยนเป็นนามสุกล .gz #gunzip -dvr /home/samba/*
คลายการบีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ที่สกุล .gz ในSub /home/samba
คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการโปรเซส
2. kill คำสั่ง kill ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับยกเลิก Process)รูปแบบการใช้งาน kill [option] (process ID)ตัวอย่าง ps -A ดูหมายเลขที่ช่อง PIDของProcess ที่ต้องการลบ Kill -9 nnn แทนnnnด้วยหมายเลขPID -9 คือบังคับฆ่าให้ตาย
3. fg เป็นทางที่สามในการส่ง Signals ให้แก่ process โดยการใช้ kill system call ซึ่งเป็นวิธีในการส่ง signal จาก 1 process ไปยังที่อื่น ๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้ง “kill command” หรือ “fg command” ก็ได้ โดยต้องมีการ include signal.h ด้วย จึงจะสามารถใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ได้เช่น kill เป็นต้น ซึ่ง process จะหยุดการทำงานของตัวเองโดย การส่ง PID ตัวเองไปให้ฟังก์ชัน ใน signal.h จัดการ ดังตัวอย่างการเรียกใช้ฟังก์ชัน kill ในโปรแกรม
4. bg
5. jobs คำสั่ง jobs ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall)รูบแบบการใช้งาน jobsตัวอย่าง #sleep 20 & jobs
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการไฟล์
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการแสดงชื่อไฟล์หรือไดเร็คทอรี่ย่อยต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ไดเร็คทอรี่ปัจจุบันหรือไดเร็คทอรี่ที่ระบุรูปแบบ Is :[option] [file_name directory_name]file_name คือ ชื่อไฟล์ที่ต้องการแสดง ในกรณีที่ต้องการระบุชื่อไฟล์directory_name คือ ชื่อไดเร็คทอรี่ที่ต้องการแสดง ในกรณีที่ต้องการระบุชื่อไดเร็คทอรี่option คือ ทางเลือกอื่นๆ ในการแสดงชื่อไฟล์ ที่สำคัญมีดังนี้-l คือ การแสดงรายชื่อไฟล์แบบยาว ข้อมูลที่แสดงด้วยทางเลือกนี้จากซ้ายไป ขวา ได้แก่ ชนิดและโหมดของไฟล์ จำนวนลิงค์ ชื่อเจ้าของ ขนาดของไฟล์ วันที่ที่มีการแก้ไขไฟล์ครั้งล่าสุด และชื่อของไฟล์ ซึ่งถ้าไม่ใส่ทางเลือกนี้ แล้ว คำสั่ง ls ก็จะแสดงเฉพาะชื่อของไฟล์ออกมาก-t แสดงชื่อของไฟล์ โดยเรียงลำดับที่แก้ไขไฟล์ครั้งสุดท้าย โดยจะแสดงชื่อของ ไฟล์ที่ได้รับการแก้ไขหลังสุดก่อน ถ้าไม่ใส่ทางเลือกนี้ ls ก็จะพิมพ์รายชื่อ ของไฟล์เรียงตามลำดับตัวอักษร-d ใช้ในการบังคับให้แสดงข้อมูลของไดเร็คทอรีที่ระบุไว้ในส่วนของ argument ซึ่ง ถ้าไม่ใช้ทางเลือกนี้แล้ว คำสั่ง ls จะแสดงรายชื่อไฟล์ “ภายใต้” ไดเร็คทอรีที่ ระบุแทน-a โดยปรกติแล้ว คำสั่ง ls จะไม่แสดงชื่อของไฟล์ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย “.” ออกมาการใช้ทางเลือกนี้เพื่อที่จะให้แสดงรายชื่อไฟล์ทุกไฟล์ เช่น “.profile
2. คำสั่ง Cd
cd ใช้สำหรับการเปลี่ยนไดเร็คทอรี่รูปแบบ Cd: cd การเคลื่อนย้ายพื้นที่ในการใช้งาน ทำได้โดยใช้คำสั่ง cd ตามด้วยชื่อไดเร็คทอรี่ที่เป็นจุดหมายปลายทาง โดยจะเขียนชื่อของไดเร็คทอรี่แบบสัมบูรณ์ หรือแบบสัมพันธ์ก็ได้
3. คำสั่ง pwd
คำสั่ง pwd ใช้สำหรับการแสดงชื่อไดเร็คทอรี่ปัจจุบันรูปแบบ pwd: pwd
4. คำสั่ง File
บนระบบ DOS/Windows นั้น ประเภทของแฟ้มข้อมูลจะถูกระบุด้วยนามสกุล แต่ใน UNIX จะไม่มีนามสกุลเพื่อใช้ระบุประเภทของแฟ้มข้อมูล ดังนั้นการหาประเภทของแฟ้มข้อมูลจะดูจาก Context ภายในของแฟ้ม ซึ่งคำสั่ง file จะทำการอ่าน Content และบอกประเภทของแฟ้มข้อมูลนั้นๆรูปแบบ file : [option]... file ตัวอย่าง file /bin/sh file report1.doc
5.คำสั่ง Mv
เป็นคำสั่งสำหรับการเปลี่ยนชื่อไฟล์หรือไดเร็คทอรี่รูปแบบ Mv: mv
6.คำสั่ง mkdir
ใช้สำหรับสร้างไดเร็คทอรี่รูปแบบ mkdir: mkdir
7.คำสั่ง rm
คำสั่งสำหรับการลบไฟล์รูปแบบ rm: rm [option]
8.คำสั่ง rmdir
เป็นคำสั่งสำหรับการลบไดเร็คทอรี่รูปแบบ rmdir: rmdir
9. คำสั่ง chown
ใช้สำหรับเปลี่ยนเจ้าของแฟ้มข้อมูลหรือ Directoryรูปแบบ chown : chown[option]... owner[:group] file หรือchown [option]... :group file
10.คำสั่ง Chgrp
คำสั่งChange Groupของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนกลุ่มเจ้าของไฟล์)รูบแบบ chgrp : [-chfRv] (Group) (File)ตัวอย่าง chgrp root /root/* เปลี่ยนGroupให้กับไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรคทอรี่ /rootให้เป็น Group root
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การใช้โปรแกรม vmware และ Adobe Captivate 3.0
- การสร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้นด้วยโปรแกรม VMware จะเริ่มจากการใช้เมาส์คลิ้กที่ไอคอน New Virtual Machine จากนั้นดำเนินการตามคำแนะนำใน VMware Virtual Machine ที่ปรากฏขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 Select the Application Configuration จะเป็นการเลือกลักษณะการจัดทำ Virtual Machine ซึ่งมี 3 แบบ คือ
- Typical หมายถึง ให้โปรแกรมกำหนดค่าต่างๆ ให้
- Customer หมายถึง เราต้องการกำหนดองค์ประกอบต่างๆของคอมพิวเตอร์จำลองด้วยตนเอง
- VMware Guest OS Kit หมายถึง ให้โปรแกรมดำเนินการกำหนดค่าต่างๆ ไปพร้อมกับการติดตั้งระบบปฏิบัติการลงในคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น
สำหรับขั้นตอนนี้แนะนำให้เลือกที่ Typical จะสะดวกกว่าแบบอื่นๆ
ขั้นตอนที่ 2 Select a Guest Operating System จะเป็นการเลือกระบบปฏิบัติการ ที่จะใช้กับคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น โดยเลือกจากดร็อปดาวน์ลิสต์ที่โปรแกรมเตรียมไว้ให้
ขั้นตอนที่ 3 Name the Virtual Machine เป็นการกำหนดชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปเราจะใช้ชื่อที่โปรแกรมกำหนดไว้ให้เลย
ขั้นตอนที่ 4 Select a Network Connection เป็นขั้นตอนในการกำหนดวิธีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย โดยจะมี 4 ตัวเลือก คือ
- Use bridge Networking ใช้ในกรณีที่เราต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่าย โดยใช้ IP address ของคอมพิวเตอร์จำลองเอง
- Use network address translation (NAT) ใช้ในกรณีที่เราต้องเชื่อมต่อกับเครือข่าย โดยใช้ IP address เดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลัก ที่สร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้น
- Use host-only network ใช้ในกรณีที่เราต้องการให้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแม่ข่าย (server) และคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้นเป็นเครื่องลูกข่าย (client)
- Do not use a network connection ใช้ในกรณีที่เราไม่ต้องการให้คอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้นเชื่อมต่อกับเครือข่ายใดๆ
หลังจากที่เราเลือกวิธีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแล้ว เมื่อใช้เมาส์คลิ้กที่ปุ่มคำสั่ง Finish ของ Wizard โปรแกรม VMware จะทำการจัดองค์ประกอบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์จำลองให้เราอัตโนมัติ ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ปรากฏบนหน้าจอของโปรแกรม ดังตัวอย่างในรูปที่ 4
รูปที่ 4 รายละเอียดของคอมพิวเตอร์จำลองที่ถูกสร้างขึ้น
รูปที่ 5 สามารถแก้ไของค์ประกอบต่างๆ เองได้
- สำหรับองค์ประกอบเหล่านี้ เราสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยใช้เมาส์คลิ้กที่ชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองที่เราจะแก้ไข แล้วเลือกที่หัวข้อ Settings และ Configuration Editor จากเมนูหลักของ VMware ตามลำดับ โปรแกรมจะเตรียมเอดิเตอร์ให้เราสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ดังตัวอย่างในรูป 5
การติดตั้งระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์จำลองสำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์จำลอง ผมจะขออนุญาตนำลีนุกซ์ทะเล 4.0 ซึ่งพัฒนาโดยเนคเทค มาเป็นตัวอย่าง โดยจะเป็นการติดตั้งลีนุกซ์ทะเล 4.0 บนวินโดวส์ 2000 โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์จำลองที่ได้จาก VMware for Windows โดยมีวิธีดังนี้

รูปที่ 6 ภาพระหว่างการติดตั้งโอเอสบนคอมพิวเตอร์จำลอง
รูปที่ 7 การใช้งานลีนุกซ์บนวินโดวส์ 2000 ผ่านทางโปรแกรม VMware
เริ่มจากทำการสร้างคอมพิวเตอร์จำลองสำหรับลีนุกซ์ขึ้นบนโปรแกรม VMware
เมื่อดำเนินการเสร็จ นำซีดีชุดติดตั้งลีนุกซ์ทะเล 4.0 ใส่ในเครื่องอ่านของคอมพิวเตอร์ จากนั้นใช้เมาส์คลิ้กเลือกที่ชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองสำหรับลีนุกซ์บนโปรแกรม VMware ที่เราเตรียมไว้
ต่อไปก็ใช้เมาส์คลิ้กที่ปุ่มคำสั่ง Power On เพื่อทำการบูตเครื่องคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น ซึ่งคอมพิวเตอร์จำลองก็จะทำการบูตเครื่องตามลำดับ เหมือนกับตอนที่เราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ พร้อมกับโหลดโปรแกรมดำเนินการติดตั้งของลีนุกซ์ทะเลขึ้นมาทำงาน จากนั้นก็ดำเนินการติดตั้งลีนุกซ์ทะเล 4.0 ตามลำดับที่โปรแกรมกำหนด จนกว่าการติดตั้งจะเสร็จสมบูรณ์
การบูตคอมพิวเตอร์จำลอง
- จากตัวอย่างข้างต้น หลังจากที่ติดตั้งลีนุกซ์ทะเลเสร็จ คอมพิวเตอร์จำลองของเราจะถูก reboot และเข้าสู่ลีนุกซ์ทะเลทันที เนื่องจากว่าบน คอมพิวเตอร์จำลองของเรามีระบบปฏิบัติการเพียงแบบเดียว ส่วนในกรณีที่เราเปิด VMware ขึ้นมาทำงานใหม่ๆ และต้องการบูตคอมพิวเตอร์จำลองที่เราลงระบบปฏิบัติการไว้แล้วขึ้นมาทำงาน ก็เพียงแค่ใช้เมาส์คลิ้กเลือกที่ชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองที่ต้องการจะบูต แล้วมาคลิ้กที่ปุ่มคำสั่ง Power On ของแถบเครื่องมือของ VMware ตามลำดับ
การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จำลอง
- การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จำลอง จะมีวิธีการเหมือนกับการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือ เราต้องทำการ shutdown ตัวระบบปฏิบัติการก่อน ซึ่งกลไกการทำงานของระบบปฏิบัติการ จะทำการปิดบริการต่างๆ ตามลำดับ ไปจนถึงปิดสวิตช์ไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนสุดท้าย
ในการปิดคอมพิวเตอร์จำลองบนโปรแกรม VMware ไม่ว่าจะเป็นลีนุกซ์หรือวินโดวส์ เราไม่ควรจะปิดที่โปรแกรม VMware โดยตรง เพราะจะทำให้ข้อมูลภายในระบบเสียหายได้
ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นเพียงการประยุกต์ใช้งาน VMware ในลักษณะหนึ่งเท่านั้น ยังมีการประยุกต์ใช้งานอีกหลายๆ ลักษณะที่ VMware กลายเป็นพระเอก เช่น ถ้าซอฟต์แวร์เฮาส์แห่งหนึ่ง มีคอมพิวเตอร์ 2-3 เครื่อง ที่ไม่ได้ต่อเข้ากันเป็นเครือข่าย แต่ต้องพัฒนาโปรแกรมซึ่งทำงานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้แก่ลูกค้า ในการทดสอบโปรแกรมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้ VMware เข้ามาช่วย โดยการใช้ VMware สร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้นมาหลายๆ ชุด แล้วมองส่วนที่เป็นระบบปฏิบัติการหลักของเครื่องเป็นแม่ข่าย (Host หรือ Server) แล้วใช้คอมพิวเตอร์จำลองเป็นเครื่องลูกข่าย (Client)
เพียงเท่านี้ซอฟต์แวร์เฮาส์ดังกล่าว ก็สามารถทดสอบการทำงานของโปรแกรมที่ลูกค้าสั่ง ทำบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์จริงๆ ได้แล้ว
การจับภาพหน้าจอบน VMware
- ในระหว่างติดตั้งลีนุกซ์ ถ้าต้องจับภาพหน้าจอ สามารถทำได้โดยกดปุ่ม Ctrl + Alt พร้อมกัน จากนั้นใช้เมาส์เลือกที่หัวข้อ File และ Screen Capture จากเมนูของ VMware ตามลำดับ VMware จะทำการจับภาพ แล้วแสดงไดอะล็อกบ็อกซ์สำหรับใส่ชื่อแฟ้มรูปภาพที่เราจะจัดเก็บบนจอภาพทันที
ที่มา : 1. http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2002&ofsm=6&id=CTM&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=191&element_id=404959&mag_g=A&g3as=2
2. http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2002&ofsm=6&id=CTM&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=191&element_id=404959&mag_g=A&g3as=2&g3ass=&g3tmp=&g3col=&mypage=&page=2
Adobe Captivate v 3.0.0.580

การติดตั้ง Adobe Captivate v 3.0.0.580
ขั้นตอนการติดตั้ง สามารถอ่านได้ที่ http://www.ccat.ac.th/data/Captivate.pdf
การเปิดใช้งานโปรแกรม Adobe Captivate 3.0
การเรียกใช้งาน Adobe Captivate 3.0
คลิกที่ Start, Programs, Adobe, Adobe Captivate 3
ส่วนประกอบหน้าจอแรกของโปรแกรม Adobe Captivate
- Open a recent project แสดงไฟล์ล่าสุดที่เคยบันทึกไว้ในโปรแกรม เปิดไฟล์ที่เคยบันทึกไว้
- Record new project (สำหรับการเริ่มต้นใช้งานแนะนำให้ใช้งานตรงส่วนนี้) สำหรับสร้าง project
บันทึก movie (จับหน้าจอภาพ)
- Getting started tutorials แนะนำข้ันตอนการสร้าง Project ด้วยโปรแกรม Adobe Captivate เริ่ม
ต้ังแต่การบันทึก การแก ไขตกแต่ง การส่งออก การนำเข้าไฟล์เสียงการสร้างส่วน ตอบโต้ การใส่ลูกเล่นเพื่อ
เพิ่มความน่าสนใจ ตามลำดับ
เริ่มต้นใช้งาน Adobe Captivate 3.0
- เป็นที่ทราบกันแล้วว่าจุดเด่นของโปรแกรม Adobe Captivate 3.0 มีความสามารถในการ สร้าง
Movie ได้หลากหลายรูปแบบ เริ่มแรกให้คลิกที่ Record or create a new project จะ ปรากฏหน้าต่าง New
project options

Software Simulation หมายถึงว่าจะเป็นการจำลองการจับหน้าจอภาพตามที่เรากระทำโปรแกรมจะ
ทำการเก็บภาพหน้าจอตามที่เรากระทำกับ Mouse หรือกระทำอื่นใดกับจอภาพ ในส่วนที่โปรแกรมให้เรา
เลือกจากรายการที่กำหนด มีหลักการทำงาน ดังนี้
- Application สำหรับการ Capture movie ทั้งหน้าจอภาพ ของโปรแกรมที่เราต้องการจะทำการบันทึกการทำงานของหน้าจอ
- Custom size สำหรับการ Capture movie แบบกำหนดขนาดหน้าจอภาพได้
- Full Screen สำหรับการ Capture movie ทั้งหน้าจอภาพ
- การสร้างผลงานสื่อการเรียนการสอนด้วยโปรแกรม Captivate รวมถึงการสร้าง Movies ควรเริ่มต้นโดย
> วางแผนการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Movie) โดยออกแบบ Storyboards, Scripts หรือใน รูปแบบอื่น
ตั้งค่าเริ่มต้นการใช้งานในการจับจอภาพเคลื่อนไหว (Movie preferences)
> บันทึกภาพเคลื่อนไหว ที่กระทำกับจอภาพ การคลิกกับวัตถุใด ๆ บนจอภาพ โปรแกรมจะ บันทึกไว้ 1 สไลด์ ในการคลิกแต่ละครั้ง หรือจะนำเข้าไฟล์ภาพเคลื่อนไหวก็ได้ เพิ่มข้อความ รูปภาพ เสียง ข้อความเคลื่อนไหว และรายละเอียดส่วนอื่น ๆ แก้ไขปรับปรุง Timeline ทดลองดูภาพเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้น
- กำหนดเงื่อนไขในการสร้าง E-Learning และสร้างสไลด์คำถามใน (เติมคำในช่องว่าง, แบบเหมือน, จับคู่ , ตัวเลือก, ตอบสั้นๆ ,ถูกผิด)
เลือกจัดเก็บรูปแบบในการเผยแพร่ (Publish)
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต EXE
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต Flash และ เรียกใช้โดย HTML
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต zip เพื่อใช้เป็น SCORM
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต Word หรือ Handout (คู่มือการใช้งาน)
จัดเก็บและเผยแพร่ ไปบนเว็บไซต์ ด้วย FTP ส่ง Movie โดยใช้ E-mail
- การสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยโปรแกรม Adobe Captivate 3.0 Step by Step
Step 1 คลิกที่ Record or create a new project
Step 2 จะปรากฏหน้าต่าง New movie options ให้คลิกที่ Record or create a new project
เมนูการใช้งาน New Project Options
- Software Simulation ใช้สำหรับจับภาพการเคลื่อนไหวของหน้าจอภาพ แสดงออกมา ในรูปแบบของสถานการณ จำลอง
- Application สำหรับการจับภาพของหน้าต่างที่เปิดใช้งานอยู่ (Active window) Custom size สำหรับการจับภาพหน้าจอที่กำหนดขนาดของขอบเขตได้ Full Screen สำหรับการจับภาพทั้งจอภาพ
- Demonstration หมายถึง โปรแกรมจะจับหน้าจอตามการกระทำที่เกิดขึ้น มีการ เคลื่อนไหวของเมาส์ มีกรอบโต้ตอบกับผู้เรียน
- Assessment Simulation โปรแกรมจะบังคับให้ผู้เรียนกระทำตามที่ได้บันทึกหน้าจอไว้ เช่นถ้ามีการบันทึกการคลิกเมาส์ไว้ เมื่อเล่นมาจนถึงช่วงที่ต้องคลิกเมาส์โปรแกรมจะหยุด เล่นจนกว่าจะมีการคลิกเมาส์และหากคลิกผิดที่จะมีกล่องข้อความขึ้นมาบอกว่าต้องคลิก ที่ใดเมื่อผู้เรียนคลิกเมาส์ถูกต้องโปรแกรมจะเล่นต่อไปจนกว่าจะมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น
- Training Simulation หมายถึงการจับหน้าจอแบบการฝึกอบรม โปรแกรมจะทำการบันทึก หน้าจอทั้งหมด เมื่อมีการเล่นโปรแกรมจะแสดงกล่องข้อความโต้ตอบให้ผู้เรียนทำตาม การบันทึกหน้าจอแบบนี้เหมาะสำหรับสอนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งนี้สามารถ บันทึกเสียงบรรยายไปพร้อมกันได้ด้วย
- Custom โปรแกรมจะให้เราเข้าไปกำหนดค่าในการบันทึกได้ด้วยตนเองและสามารถแก้ไข ได้อีกในภายหลัง
- การ Capture movie หน้าจอภาพเป็นการใช้งานที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะสามารถ นำไปใช้เป็นสื่อเรียนรู้แบบมัลติมีเดีย ที่ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งขั้นตอนการ Capture movie หน้าจอภาพทำได้ดังนี้
1. คลิก Start, Programs, Macromedia, Adobe Captivate
2. คลิก Record or create a new movie จะปรากฏหน้าต่าง New movie options
3. คลิก Full screen เพื่อ Capture movie ovie ทั้งหน้าจอภาพ
4. คลิก OK
Monitor แสดงสถานะจอภาพที่กำลังใช้งาน
Record narration เป็นการบันทึกเสียงบรรยายพร้อมๆ กับการ Screen capture movie
Recording size บอกขนาดการ Capture movie หน้าจอภาพ
Options… เป็นการปรับแต่งเพิ่มเติม ปกติจะใช้ค่าที่โปรแกรมกำหนดมาให้
Record เมื่อกดปุ่มนี้จะเป็นการเริ่มบันทึกการ Capture movie หน้าจอภาพ
5. คลิกปุ่ม Record เพื่อเริ่มบันทึก การ Capture movie หน้าจอภาพ
6. กดปุ่ม
7. ปรากฏสไลด์ Movie (Movie Frame) ซึ่งจำนวนสไลด์จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่คลิกเมาส์
เช่น หากมีการคลิกเมาส์ 10 ครั้งก็จะได้จำนวนสไลด์เท่ากับ10 สไลด์ หรือ 10 เฟรม สไลด์
Movie (Movie Frame)
8. คลิกปุ่ม Edit เพื่อแก้ไขสไลด์
9. การปรับแต่ง Timeline
ปกติแต่ละสไลด์จะมีค่า Timeline อยู่ที่ 4 วินาที ในรูปข้างล่างจะเป็น Slide 4
(4.0s)สามารถปรับแต่งเพิ่มหรือลดค่า Slide Timeline ได้
- วัตถุที่วางบนสไลด์จะวางเรียงกันเป็นเลเยอร์(Layer) ถ้าต้องการปรับแต่ง Timeline วัตถุใดก็ให้คลิกที่วัตถุนั้นแล้วลากซ้ายขวาคลิกแล้วลากเพื่อปรับแต่ง Timeline โปรแกรมจะสร้างข้อความให้อัตโนมัติ สามารถดับเบิลคลิกเพื่อแก้ไขข้อความได้
10. การแก้ไขข้อความในสไลด์ ปกติโปรแกรมจะสร้างข้อความในสไลด์ให้อัตโนมัติ เราสามารถแก้ไขข้อความได้ โดย ดับเบิลคลิกแล้วแก้ไขข้อความเมื่อต้องการแก้ไขข้อความภายใน Text Caption ให้ดับเบิลคลิกก็จะสามารถแก้ไข
ข้อความได้
11. การลบสไลด์ การลบสไลด์ทำได้โดยคลิกสไลด์ที่ต้องการลบ แล้วกดปุ่ม
12. การเพิ่มสไลด์ จุดประสงค์เพื่อทำสไลด์ไตเติล การเพิ่มสไลด์ทำได้โดยคลิกที่เมนู Insert, Blank Slide หลังจากเพิ่มสไลด์เราก็ สร้าง Text animation เป็นสไลด์ไตเติลก่อนที่จะเข้าเนื้อหา เมื่อได้ Slide แล้วให้นำขึ้นไปเป็นสไลด์แรก แล้วจึงแทรก Text animation
13. การใส่สีพื้นหลังให้กับสไลด์ การใส่สีพื้นหลังให้กับสไลด์ทำได้โดยคลิกที่เมนู Slid, Properties…เลือกสีพื้น หลัง สีพื้นหลังที่เลือก Text animation
14. การดูผลงานสไลด์ Movie การดูสไลด์ Movie ทำได้โดยคลิกที่ปุ่ม Preview เช่นเลือก Preview In Web Browser สไลด์จะโชว์เป็นภาพเคลื่อนไหวตามลำดับสไลด์ เมื่อดูผลงานเสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Close แล้วบันทึกไฟล์เก็บไว้ เพื่อแก้ไขใน ภายหลัง
15. การบันทึกไฟล์โปรแกรม Adobe Captivate การบันทึกไฟล์โปรแกรม Adobe Captivate คือการเก็บ ไฟล์ที่เราสร้างไว้ เพื่อประโยชน์สำหรับการแก้ไขในภายหลัง โดยโปรแกรม Adobe Captivate มีนามสกุลไฟล์ *.CP โดยวิธีการบันทึกให้ ไปที่เมนู File, Save หรือคลิกปุ่ม Save บน Main Tools Bar
การสร้างงานด้วย Blank Project
- การสร้าง Blank Project เมื่อตกลงจะได้หน้าใหม่ให้ตั้งค่าต่างดังนี้
> User defined กำหนดขนาดตามความต้องการ เช่น ตัวอย่างเลือกขนาด 800 x 600
> Preset size กำหนดขนาดตามความละเอียด (Resolution) ของจอภาพ
การสร้าง Movie ด้วยวิธีนี้จะอาศัยเครื่องมือที่อยู่ด้านล่างช่วยสร้างเครื่องมือที่สำคัญที่นิยมใช้กัน
การสร้าง Text Animation
- คลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Text Animation ปรากฏหน้าต่าง New text Animation เลือก Text Animation
Effect เลือกรูปแบบการแสดงผลข้อความ
Text พิมพ์ข้อความที่ต้องการ
Change font… เปลี่ยนรูปแบบ ขนาด หรือสีของตัวอักษร
- ค่าของ Options
Timing กำหนดเวลาการแสดงผลของ Movie
Loop คลิกถูกที่ Loop กำหนดให้เล่นวนซ้ำ
Transition กำหนด Effect ในการเปลี่ยนฉากแต่ละสไลด์ (Frame)
- ค่าของ Audio
Record new… กำหนดการบันทึกเสียงจาก
ไมโครโฟน
Import… นำเข้าไฟล์เสียง เช่น MP3, WAV
Settings การกำหนดค่าของเสียงที่บันทึก เลือก
ไมโครโฟน
การสร้าง Caption หรือสร้างหนังสือทั่วไป
- เมื่อสร้างสไลด์ใหม่แล้ว คลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Caption ปรากฏหน้าต่าง New text Caption
Caption type กำหนดลักษณะรูปแบบของ Caption
Font…รูปแบบตัวหนังสือ
ส่วนค่า option และ Audio จะมีลักษณะ
พื้นที่พิมพ์ตัวหนังสือ เหมือนกับ การสร้าง text Animation
การสร้าง Rollover Caption
- เป็นการสร้างหนังสือในรูปแบบที่เมื่อแสดงผลโดยการลากเมาส์ผ่านจุดที่กำหนดจึงจะปรากฏหนังสือออกมาให้เห็น เริ่มสร้างโดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Rollover Caption ปรากฏหน้าต่าง Rollover
Caption
Caption type กำหนดลักษณะรูปแบบของ
Caption
Font…รูปแบบตัวหนังสือ
ส่วนค่า option และ Audio จะมีลักษณะ
เหมือนกับ การสร้าง text Animation
การสร้าางปุุ่มควบคุม
โดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Button ปรากฏหน้าต่าง
การแทรก Text Entry
- Text Entry ใช้แทรกเพื่อทำกิจกรรมในระหว่างเรียนหรือเป็นการทดสอบความสามรถของนักเรียน ซึ่งเป็นการเติมคำในช่องว่าง มีขั้นตอนดังนี้
1. สร้างคำถามด้วย Caption
2. เลือกไอคอน Text Entry บนจอภาพจะเกิดกรอบโต้ตอบใหม่ขึ้นมา
3. เลือกตำแหน่งแล้วปรับ Text Entry ให้เหมาะสม
4. เปลี่ยน Type success text here โดยดับเบิลคลิก แล้วเป็นถูกต้อง
5. เปลี่ยน Type failure text hereโดยดับเบิลคลิก แล้วเป็นผิดให้ตอบใหม่
6. แทรก Bottom ควบคุม
7. จัด Time Line ให้เหมาะสม
การแทรกรูปภาพ (image)
- โดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Image ปรากฏหน้าต่างใหม่ให้เลือกรูปภาพที่จะแทรก เมื่อเลือกรูปภาพแล้วถ้าหากภาพมีขนาดใหญ่จะมีหน้าต่างให้ Crop รูปภาพ .ให้ได้ขนาดพอดีกับพื้นที่ที่กำหนด ถ้าเลือก Resize ze จะทำให้ขนาดของภาพปรับลดขนาดลงให้พอดีกับพื้นที่กำหนด
Image กำหนดขนาดของภาพหรือเปลี่ยนภาพใหม่ จาก Import
Font…รูปแบบตัวหนังสือ
ส่วนค่า option และ Audio จะมีลักษณะ
เหมือนกับ การสร้าง text Animation
การแทรกรูปภาพในลักษณะ Rollover image
- โดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Rollover Image ปรากฏหน้าต่างใหม่ให้เลือกรูปภาพที่จะแทรกเมื่อเลือกรูปภาพแล้วถ้าหากภาพมีขนาดใหญ่จะมีหน้าต่างให้ Crop รูปภาพ .ให้ได้ขนาดพอดีกับพื้นที่ที่กำหนด ถ้าเลือก Resize ze จะทำให้ขนาดของภาพปรับลดขนาดลงให้พอดีกับพื้นที่กำหนด
การทำ Click Box
- Click Box เป็นการทำที่เกี่ยวกับภาพและคำถามที่เกี่ยวข้องกับภาพเพื่อเป็นการฝึกให้นักเรียนทดลองทำหลังจากที่เรียนผ่านไป โดยการคลิกที่ภาพตามคำถามที่กำหนดให้ มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้
1. แทรกรูปภาพที่ต้องการทดสอบความรู้ของนักเรียน ด้วยไอคอน Image
2. แทรกคำถามด้วยไอคอน Caption
3. เลือกไอคอน Click Box บนจอภาพจะเกิดกรอบโต้ตอบ
เลือกเมือกคลิกเมาส์ถ้าไม่อยากให้เปลี่ยนเลือก No Action เลือก OK
4. ปรับตำแหน่งที่ต้องการให้คลิกเมาส์ที่ที่ตำแหน่งที่ถูกต้อง
5. เปลี่ยน Type success text here โดยดับเบิลคลิก แล้วเป็น ถูกต้อง
6. เปลี่ยน Type failure text hereโดยดับเบิลคลิก แล้วเป็น ผิดให้ตอบใหม่
7. แทรก Bottom ควบคุม
8. จัด Time Line ให้เหมาะสม
การแทรกแบบทดสอบ
- คลิกเมนู insert, Slide จะปรากฏหน้าต่าง Question Slide รูปแบบการ Question Slide ชนิดของแบบทดสอบที่โปรแกรมกำหนดให้มีหลายรูปแบบสามารถที่เลือกได้ตามความเหมาะสมในการสร้างบทเรียน เมื่อเลือกแบบทดสอบแล้วให้กดปุ่มสร้างแบบทดสอบ ก็จะได้หน้าต่างใหม่สำหรับสร้าง
- แบบทดสอบดังนี้
ชื่อชุดแบบทดสอบ
คำถามแต่ละข้อ
กำหนดคะแนนในแต่ละข้อ
คำตอบพร้อมเลือกข้อที่ถูก
กำหนดให้ถูกข้อเดียวหรือหลายข้อ
กำหนดให้เป็น A B C หรือ a b c
กำหนดรายละเอียดข้อสอบ
การกำหนดรายละเอียดข้อสอบเพื่อนำออกไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การส่งออก (Publish) ไฟล์ *.CP
1. เปิดไฟล์ *.CP ที่เคยสร้างไว้แล้ว
2. คลิกเมนู File, Publish จะปรากฏหน้าต่าง Publish รูปแบบการ Publish
ตัวอย่าางนี้เลือก Publish เป็น Flash (SWF)และ HTML หลังจากที่ Publish ก็จะได้ ไฟล์ 2 ไฟล์ คือ
.SWF กับ .HTML
Flash (SWF) ส่งออกเป็น Flash movie File (.swf) สำหรับใช้งานบนเว็บไซต์ Adobe Connect
Enterprise ส่งออก Online บนอินเทอร์เน็ต
Standalone ส่งออกเป็นไฟล์ *.exe สำหรับสื่อเรียนรู้เปิดดูได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม E-Mail
ส่งออกเป็น E-Mail
Print ส่งออกเป็นใบปลิว (ส่งออกโปรแกรม Microsoft Word) FTP ส่งออกเป็น File Transfer Protocal
Output Options
Zip File ส่งออกเป็นไฟล์ *.ZIP ซึ่งสามารถนำเข้าบทเรียนออนไลน์ใน Moodle ในรูปแบบ Scrom
Full screen ส่งออกแบบเต็มจอภาพ เมื่อเลือกเพิ่ม
Export HTML ส่งออกเป็นไฟล์ *.HTML จะได้ทั้งไฟล์ที่เป็น .SWF กับ .HTML
Generate autorun for CD สร้างระบบ autorun สำหรับแผ่น CD
Flash Version เป็นการเลือกรุ่นของโปรแกรมเล่นไฟล์ Flash
Project Information
โดยเลือก Preferences สำหรับตั้งค่าต่างก่อนที่จะนำออกไป จะปรากฏหน้าต่างใหม่ให้ตั้งค่า Preferences แสดงข้อมูลเกี่ยวกับไฟล์ที่ส่งออก เช่น ขนาดของการแสดงผล (Resolution), จำนวนสไลด์ท้ังหมด (Slides), การใส่เสียงประกอบสไลด์ (Slide with audio) คุณภาพของเสียง (Audio Quality), e-learning Output, แถบควบคุม Movie (Playback Control) Preferences… การกำหนดรูปแบบการส่งออก เพิ่มเติม
Standalone ส่งออกเป็ นไฟล์ *.exe
ในการสร้างสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบที่เป็นลักษณะคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อที่จะให้นักเรียนนักศึกษาสามารถที่จะนำไปศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง มีขั้นตอนการสร้างดังนี้
1. เลือกเครื่องมือ Publish แล้วเลือก Standalone เมื่อทำเสร็จสามารถที่ใช้งานได้เลยโดยเลือกเปิดเล่นจากไฟล์ที่สร้างขึ้นมา
2. ทำเหมือนกันทุกๆ หน่วย หรือที่มีอยู่จนหมดทุกงานเพื่อที่จะสร้างเมนูสำหรับใช้งานให้ได้งานทั้งหมด
3. เลือกเมนู File แล้วทำภาพ
4. จะได้หน้าต่างใหม่ดังภาพแล้วทำตามได้เลย
5. เลือกรูปแบบเมนู
6. สร้างเมนูที่หน้าแรกของงานที่นำเสนอ
7. จะได้หน้าต่างสำหรับตั้งชื่อแผ่นซีดี แล้วก็กด Finish
8. จะได้หน้าต่างสำหรับปรับแต่งเมนูให้เหมาะสม
9. เมื่อปรับแต่งเสร็จให้เลือกเครื่องมือ Export เพื่อนำไปใช้งานจริง
10. เมื่อเกิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมาให้ต้ังชื่อและเลือก Folder ที่จะบันทึก แล้วกด Finish
11. จากนั้นให้ทดลองทดสอบว่างานที่ทำเสร็จสามารถใช้งานได้หรือไม่
12. เมื่อตรวจสอบแล้วก็ให้นำงานทั้งหมดใน Folder นั้น เขียนลงในแผ่นซีดีเพื่อนำไปใช้งานจริง
การบันทึกเพื่อนำไปใช้กับ Moodle
- แต่ถ้าต้องการนำเข้าในโปรแกรม Moodle เพื่อสร้างบทเรียนออนไลน์ ในลักษณะที่เป็น Scorm จะต้องเสร็จค่าให้เป็น Scorm ด้วยตามภาพ และเลือก Publish ให้ Zip files
เลือก SCORM
เลือกการให้คะแนน
เลือกบีบไฟล์
คลิก publish
เมื่อกำหนดค่าหมดแล้ว ก็กด Publish โปรแกรมจะทำการบันทึกไฟล์ตามรูปแบบที่กำหนด
เมื่อ Publish เสร็จสามารถที่ดูงานที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ได้โดยกดปุ่ม View Output งานที่เสร็จนั้นก็
จะแสดงผลให้ดูได้เลย
การนำบทเรียนที่สำเร็จใช้ร่วมกับ โปรแกรม Moodle เพื่อเป็ น E_learning
- สามารถที่จะทำได้โดยเปิดบทเรียน E_learning ที่สร้างไว้ก่อนแล้วได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. เปิด Internet Explorer หรือตัวไหนก็ได้ที่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ตได้
2. เลือกรายวิชาที่จะสร้างบทเรียนแล้วเข้าสู่ระบบในฐานะผู้ที่สามารถแก้ไขงานได้
3. เข้ารายวิชาแล้วให้เริ่มแก้ไขงาน
4. เลือกเพิ่มแหล่งข้อมูล เลือกแบบลิงค์ไฟล์หรือเว็บไซด์
5. จะมีหน้าต่างใหม่ให้เลือก
ชื่อหัวข้อที่จะให้เรียน
ถ้าไม่มีไฟล์ให้อัพโหลดไฟล์ที่สร้างเสร็จเข้า
เลือกไฟล์หรือ url ที่ต้องการ
6. เลือกหรืออัพโหลดไฟล์ เพื่อนำไฟล์ที่สร้างเสร็จแล้วเข้ามาใช้งาน
7. จะได้หน้าต่างใหม่ให้เลือกไฟล์เข้ามาได้
8. เมื่อเลือกอัพโหลดไฟล์นี้จะได้หน้าให้เลือกไฟล์
9. จะกลับมาที่หน้าให้บันทึกการเปลี่ยนแปลง
10. เมื่อบันทึกเสร็จก็สามารถที่จะแสดงผลงานผ่านหน้าเว็บไซด์ได้เลยโดยคลิกที่ชื่อของงาน
เมื่อเสร็จแล้วสามารถที่จะเพิ่มบทเรียนอื่นในทำนองเดียวกัน แต่ถ้าหากบทเรียนมีบททดสอบด้วย
ให้ใช้วิธีนำเข้าโดยการเพิ่มกิจกรรมแล้วเลือก Scrom :ขั้นตอนการนำเข้าคล้ายๆ กัน
ที่มา : http://www.ccat.ac.th/data/Captivate.pdf
วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
vm ware
โปรแกรม VMWare เป็นโปรแกรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) ขึ้นบนระบบปฏิบัติการเดิมที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่นในรูปที่ 2 เป็นรูปที่แสดงถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ลงระบบปฏิบัติการ Windows XP อยู่เดิม แล้วทำการลงระบบปฏิบัติการ Windows NT ผ่านโปรแกรม VMWare อีกทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อลงแล้ว ทั้งสองระบบสามารถทำงานพร้อมกันได้โดยแยกจากกันค่อนข้างเด็ดขาด (เสมือนเป็นคนละเครื่อง) โดยคอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างขึ้นมานั้น จะมีสภาพแวดล้อมเหมือนกับคอมพิวเตอร์จริงๆ เครื่องหนึ่ง ซึ่งจะประกอบด้วย พื้นที่ดิสก์ที่ใช้ร่วมกับพื้นที่ดิสก์ของเครื่องนั้นๆ การ์ดแสดงผล การ์ดเน็ตเวิร์ก พื้นที่หน่วยความจำซึ่งจะแบ่งการทำงานมาจากหน่วยความจำของเครื่องนั้นๆ เช่นกัน
ปัจจุบันโปรแกรม VMWare มีเวอร์ชันทั้งสำหรับการทำงานบน Windows และ Linux หากเครื่องท่านเป็น Windows ก็สามารถลองเวอร์ชันสำหรับ Windows ได้ โดยท่านสามารถเข้าไปโหลดโปรแกรมมาทดลองใช้งานได้ที่ URL http://www.vmware.com แล้วเลือกที่ download และทำการดาวน์โหลด VMWare Workstation ซึ่งจะมีเวลาให้ทดลองใช้งานอยู่ที่ 30 วัน
คุณสมบัติขั้นต่ำของเครื่องคอมพิวเตอร์
- CPU ความเร็วไม่ต่ำกว่า 500 MHz
- หน่วยความจำขั้นต่ำ 256 MB
- การ์ดแสดงผลแบบ 16 บิต หรือ 32 บิต
- พื้นที่ดิสก์ในการลงโปรแกรม 80 MB สำหรับเวอร์ชัน Linux และ 150 MB สำหรับ Windows
- พื้นที่ดิสก์ขนาดไม่ต่ำกว่า 1 GB ต่อการลงระบบปฎิบัติการ 1 ระบบ
สำหรับข้อจำกัดของการทำงานบน VMWare ก็คือ VMWare จะสร้างสภาพแวดล้อมของฮาร์ดแวร์ต่างๆ ซึ่งเป็นของตัวโปรแกรม VMWare เอง ดังนั้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์หลักและคอมพิวเตอร์เสมือนจะไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถที่จะติดตั้งไดรเวอร์ของฮาร์ดแวร์จริงๆ ให้กับคอมพิวเตอร์เสมือนที่ลงผ่านโปรแกรม VMWare ได้
คำสั่ง
Alias ใช้ย่อคำสั่งไฟล์สั้นลง
Cal ใช้แสดง ปฏิทินระบบ
Cledr มีค่าเหมืนคำสั่ง cls ของ dos ใช้ลบหน้าจอ terminal ให้ว่าง
Cmp เปรียบเทียบไฟล์ 2 ไฟล์
Cat แสดงข้อมูลในแฟ้มเหมือนคำสั่ง type ในระบบ dos
Cut ใช้ตัดไฟล์ 2 ไฟล์
Date ใช้กำหนดหรือแสดงเวลาปัจจุบัน
Diff ใช้เปรียบเทียบไฟล์ 2 ไฟล์ ว่ามีความคล้ายหรือต่างกันอย่างไร
Echo แสดงข้อความออกทาง Sell ผ่านคำสั่งใช้งานอยู่
Exit ประมวลค่ามากสูตรคณิตศาสตร์
Expr เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับค้นหาข้อมูล
Find ใช้ในการค้นหาไฟล์หรือไดเรคเทอรี
Finger ดูผู้ใช้ที่ host เดียวกัน
Grep ใช้ค้นหาข้อความที่ต้องการจากไฟล์
Head จะแสดงส่วนประมวลผลเป็นแฟ้มข้อมูล ตามจำนวนบรรทัดที่ต้องการ
More คำสั่งที่ช่วยให้สามารถดูข้อมูลที่มีขนาดยาวเป็นช่วง ๆ
Less ใช้สำหรับดูข้อมูลในไฟล์ที่ละหน่วย
Passwd เปลี่ยน passwovd คนที่ทำงานปัจจุบัน
Sort ใช้เพื่อทำการจัดเรียงข้อมูลในแฟ้มตามลำดับ
Su ขอเปลียนตนเองเป็น super user เพื่อใช้สิทธ์สูงสุดในการบริหารระบบ
Tail แสดงส่วนท้ายของแฟ้มที่มีขนาดใหญ่ ตรงกันข้ามกับ cat ที่ดูตั้งแต่เริ่มแฟ้ม
Touch สร้างไฟล์ที่ว่างเปล่า
W โปรแกรมตรวจสอบ username ของตนเอง
Whoami แสดงชื่อผู้ใช้เวลาเข้าใช้งานและหมายเลขเครื่อง
Who โปรแกรมตรวจสอบ username ของตนเอง
Which เปลี่ยนตัวเองเป็น root
Whereis ค้นหาแฟ้มที่ต้องการว่าอยู่ห้องใด
วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551
แหล่งทรัพยากร
Unix-doc <>
UNIX อนุญาตให้ผู้ใช้ รู้การทำงานของซีพียูว่ามีงานอะไรวิ่งอยู่ งานเหล่านี้ถูก เรียกว่า โปรเซส (process) นี่เป็นข้อดีที่UNIX มีเหนือวินโดส์ 95 และ ...wiki.nectec.or.th/ntl/Main/Unix-doc - 26k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
การใช้งาน Linux: เบื้องต้นกับ Unix
วิธีของ Unix ต่างกับวิธีของ mikro$oft window$ โดยสิ้นเชิง ไม่อยากให้เอาวิธีคิด วิธีทำงานบนสภาพแวดล้มของ mikro$oft window$ มาใช้มากนัก. ...www.sirikhum.com/doc/unix_course/unix_course-1.html - 5k - หน้าที่คล้ายกัน
Bloggang.com : mengbps01 : .:: คำสั่ง Unix ที่ใช้เป็นประจำ ::.
กรณีที่ผู้ใช้กระทำคำสั่งใดผิดพลาดนั้น บน Unix เราสามารถที่จะ Interrupt ..... G. Gonzato,"From DOS/Windows to Linux HOWTO"; Unix man pages Document. ...www.bloggang.com/mainblog.php?id=meng-kub&month=08-09-2008&group=4&gblog=51 - 67k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
URL..http://www.google.co.th/search?hl=th&q=UNIX+ppt&meta=lr%3Dlang_th
[PDF]
อานันท์ สีห์พิทักษ์เกียรติ
รูปแบบไฟล์: PDF/Adobe Acrobat - แสดงเป็นแบบ HTMLtemp: directory. unix.ppt: data. unixbig.ppt: data. vbrun300.dl_: data ..... - rwxr-xr-x. 1 arnan. users 45270 Jan 11 13:01 unix.ppt* ...www.spu.ac.th/forum/vishakan/unix.pdf - หน้าที่คล้ายกัน
[PPT]
UNIX
รูปแบบไฟล์: Microsoft Powerpoint - แสดงเป็นแบบ HTMLAT&T แจก Code ของ UNIX ไปให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อหวังให้เป็นที่นิยมมากขึ้น แต่กลับทำให้เกิด UNIX ตัวใหม่ขึ้นมา เรียกว่า BSD UNIX (Berkeley Software ...www.compsci.buu.ac.th/~jakkaman/C_Programming/week01(18%20June%2001)/Unix.ppt - หน้าที่คล้ายกัน
[PPT]
ภาพนิ่ง 1
รูปแบบไฟล์: Microsoft Powerpoint - แสดงเป็นแบบ HTMLยูนิกซ์ (Unix แต่ชื่อตามเครื่องหมายการค้าคือ UNIX) เป็นระบบปฏิบัติการ ... 1982 AT&T นำยูนิกซ์ 7 มาพัฒนาและออกขายในชื่อ Unix System III แต่บริษัทลูก ...eclassnet.kku.ac.th/etraining/file/1220294266-unix.ppt - หน้าที่คล้ายกัน
ตอบคำถามความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับยูนิตซ์
- ในทศวรรษที่ 60 สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตสต์ , AT&T Bell Labs และบริษัท General Electric ได้ร่วมมือกันวิจัยระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า Multics โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำงานบนเครื่องเมนเฟรมรุ่น GE-645 แต่ภายหลัง AT&T ได้ถอนตัวออกจากโครงการนี้
Ken Thompson ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาในขณะนั้น ได้เขียนเกมบนเครื่อง GE-645 ชื่อว่าเกม Space Travel และพบปัญหาว่าเกมทำงานได้ช้ากว่าที่ควร เขาจึงย้ายมาเขียนเกมใหม่บนเครื่อง PDP-7 ของบริษัท DEC แทนด้วยภาษาแอสเซมบลี ทำให้ Thompson หันมาพัฒนาระบบปฏิบัติการบนเครื่อง PDP-7
ระบบปฏิบัติการนี้มีชื่อว่า UNICS ย่อมาจาก Uniplexed Information and Computing System ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Unix
เมื่อระบบพัฒนามากขึ้น Thompson และ Ritchie จึงเพิ่มความสามารถในการประมวลผลคำ บนเครื่อง PDP-11/20 และเริ่มได้รับการตอบรับจาก Bell Labs ในปีค.ศ. 1970 ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์จึงได้รับการเรียกชื่ออย่างเป็นทางการ โปรแกรมประมวลผลคำมีชื่อว่า roff และหนังสือ UNIX Programmer's Manual ตีพิมพ์ครั้งแรกวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1971
ค.ศ. 1973 ได้เขียนยูนิกซ์ขึ้นมาใหม่ด้วยภาษาซี ทำให้สะดวกต่อการนำยูนิกซ์ไปทำงานบนเครื่องชนิดอื่นมากขึ้น ทาง AT&T ได้เผยแพร่ยูนิกซ์ไปยังมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล โดยสัญญาการใช้งานเปิดเผยซอร์สโค้ด ยกเว้นเคอร์เนลส่วนที่เขียนด้วยภาษาแอสเซมบลี
ยูนิกซ์เวอร์ชัน 4,5 และ 6 ออกในค.ศ. 1975 ได้เพิ่มคุณสมบัติ pipe เข้ามา ยูนิกซ์เวอร์ชัน 7 ซึ่งเป็นเวอร์ชันสุดท้ายที่พัฒนาแบบการวิจัย ออกในค.ศ. 1979 ยูนิกซ์เวอร์ชัน 8,9 และ 10 ออกมาในภายหลังในทศวรรษที่ 80 ในวงจำกัดเฉพาะมหาวิทยาลัยบางแห่งเท่านั้น และเป็นต้นกำเนิดของระบบปฏิบัติการ Plan 9
ค.ศ. 1982 AT&T นำยูนิกซ์ 7 มาพัฒนาและออกขายในชื่อ Unix System III แต่บริษัทลูกของ AT&T ชื่อว่า Western Electric ยังคงนำยูนิกซ์รุ่นเก่ามาขายอยู่เช่นกัน เพื่อยุติความสับสนทางด้านชื่อ AT&T จึงรวมการพัฒนาทั้งหมดจากบริษัทและมหาวิทยาลัยต่างๆใน Unix System V ซึ่งมีโปรแกรมอย่าง vi ที่พัฒนาโดย Berkeley Software Distribution (BSD) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ รวมอยู่ด้วย ยูนิกซ์รุ่นนี้สามารถทำงานได้บนเครื่อง VAX ของบริษัท DEC
ยูนิกซ์รุ่นที่เป็นการค้าไม่เปิดเผยซอร์สโค้ดอีกต่อไป ทางมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ จึงพัฒนายูนิกซ์ของตัวเองต่อเพื่อเป็นทางเลือกกับ System V การพัฒนาที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มการสนับสนุนโพรโทคอลสำหรับเครือข่าย TCP/IP เข้ามา
บริษัทอื่นๆ เริ่มพัฒนายูนิกซ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของตนเอง โดยส่วนมากใช้ยูนิกซ์ที่ซื้อสัญญามาจาก System V แต่บางบริษัทเลือกพัฒนาจาก BSD แทน หนึ่งในทีมพัฒนาของ BSD คือ Bill Joy มีส่วนในการสร้าง SunOS (ปัจจุบันคือ โซลาริส) ของบริษัทซัน ไมโครซิสเต็มส์
ค.ศ. 1981 ทีมพัฒนา BSD ได้ออกจากมหาวิทยาลัยและก่อตั้งบริษัท Berkeley Software Design, Inc (BSDI) เป็นบริษัทแรกที่นำ BSD มาขายในเชิงการค้า ในภายหลังเป็นต้นกำเนิดของระบบปฏิบัติการ FreeBSD, OpenBSD และ NetBSD
AT&T ยังคงพัฒนาความสามารถต่างๆ เข้าสู่ยูนิกซ์ System V และรวมเอา Xenix , BSD และ SunOS เข้ามารวมใน System V Release 4 เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวสำหรับลูกค้า ซึ่งเพิ่มราคาขึ้นอีกมาก
หลังจากนั้นไม่นาน AT&T ขายสิทธิ์ในการถือครองยูนิกซ์ให้กับบริษัทโนเวลล์ และโนเวลเองได้สร้างยูนิกซ์ของตัวเองที่ชื่อ UnixWare ซึ่งพัฒนามาจากระบบปฏิบัติการ NetWare เพื่อแข่งกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์เอ็นทีของไมโครซอฟท์
ค.ศ. 1995 โนเวลขายส่วนต่างๆ ของยูนิกซ์ให้กับบริษัท Santa Cruz Operation โดยโนเวลยังถือลิขสิทธิ์ของยูนิกซ์ไว้ ค.ศ. 2000 SCO ขายสิทธิ์ส่วนของตนเองให้กับบริษัท Caldera ซึ่งเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น SCO Group
2)คุณสมบัติของยูนิตซ์
- โปรแกรมบนUNIX จะแบ่งตัวเองออกเป็นส่วนย่อยๆและสามารถใช้งานส่วนย่อยเหล่านั้นร่วมกัน ระหว่างหลายๆโปรแกรมได้portability- เนื่องจาก UNIX สามารถนำไปใช้กับเครื่องแบบต่างๆได้มากมาย โปรแกรมที่ใช้งานบนUNIXจะสามารถนำไปใช้ได้ด้วยเช่นเดียวกันflexibility- UNIX จะมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง สามารถนำไปใช้งานกับงานเล็กๆหรืองานใหญ่ๆก็ได้power- สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ดี และมีความสามารถในด้านต่างๆมากกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆmulti – user & multitasking- สามารถมีผู้ใช้งานได้ทีละหลายๆคน และทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันElegance- หลักการทำงานของส่วนต่างๆจะเหมือนกันดังนั้นเมื่อผู้ใช้ทำงานส่วนหนึ่งได้ ก็จะเรียนรู้และใช้งานส่วนอื่นๆได้ง่ายnetwork orientation- UNIXเป็นระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนการใช้งานเครือข่ายโดยเฉพาะเครือข่าย TCP/IP ซึ่งใช้ในระบบ Internet
3) โครงสร้างของยูนิตซ์
- ระบบปฏิบัติการ Unix สามารถแบ่งโครงสร้างหลัก ๆ ได้ 4 ระดับ แต่ละระดับก็จะทำหน้าที่ต่างกัน
ฮาร์ดแวร์ หมายถึงอุปกรณ์หรือทุกชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์ ที่เราสามารถจับต้องได้ เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เม้าส์ ดิกส์ไดรซ์ ซีดีรอม เป็นต้น
ยูนิกซ์ เคอร์เนล เคอร์เนล จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ ได้แก่ การจัดสรรทรัพยากร การจัดการข้อมูลบริการหน่วยความจำ ซึ่งเคอร์เนลนี้จะขึ้นกับฮาร์ดแวร์ เช่น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ฮาร์ดแวร์ เคอร์เนลนี้ก็จะถูกเปลี่ยนไปด้วย เป็นต้น
เชลล์ คือ ตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับตัวเคอร์เนล ทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้ แล้วนำไปแปลเป็นภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ เราเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า command interpreter แต่ถ้ามีการนำ เชลล์หลาย ๆ ตัวมาเขียนรวมกัน (คล้าย ๆ กับ batch file ในระบบปฏิบัติการ DOS) เราจะเรียกว่า เชลล์สคริปต์ นอกจากนี้ เชลล์ (Shell) ยังมีอีกหลาย ๆ ประเภท แต่ที่นิยมกันได้แก่
Bourne shell (sh) เป็นเชลล์ต้นแบบของทุก ๆ เชลล์ มีความสามารถในการเขียน เชลล์สคริปต์ได้ด้วย
C shell (csh) เป็นเชลล์ที่สร้างหลัง Bourne shell ความสามารถพิเศษของ C shell คือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งที่เคยใช้
Korn shell (ksh) ซึ่งพัฒนาโดย AT&T โดยได้นำคุณสมบัติเด่น ๆ ของ Bourne shell และ C shell มารวมกัน
Bourne again shell (bash) มีคุณสมบัติและความสามารถคล้ายกับ Korn shell แต่ shell นี้ถูกสร้างขึ้นมาใช้สำหรับแจกฟรี ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทาง Linux นำมาใช้ คำสั่งที่ทำให้ทราบว่าเราใช้งาน เชลล์อะไรอยู่คือ echo $SHELL
โปรแกรมประยุกต์ หมายถึง โปรแกรมการใช้งานเพิ่มเติมต่าง ๆ ที่ใช้บนระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ได้แก่ pine
4) shell
- Shell โดยปกติผู้ใช้จะไม่สามารถติดต่อหรือใช้ Unix Kernel โดยตรง แต่จะมี software ที่เป็นตัวตีความหมายคำสั่งของผู้ใช้ให้กับ Unix Kernael อีกทีหนึ่ง
Software ที่ทำหน้าที่นี้เรียกโดยทั่วไปว่า "Shell" เช่นกันก็จะมีผู้ผลิต Shell ขึ้มาอย่างมากมาย แต่ที่นิยมใช้งานมากที่สุดคือ "Bourne Shell" ซึ่งถูกเรียกตามผู้คิด คนแรกก็คือ Steven Bourne จะสามารถสังเกตได้โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใน Bourne Shell จะมี "พร้อม" (prompt) เป็น $ "C shell" เป็น shell ที่นิยมใช้กันมากเช่นกัน โดยผู้เขียนคนแรก ก็คือ Bill Joy (เป็นคนเขียน vi บนยูนิกซ์ด้วยเช่นกัน) ปัจจุบัน Bill Joy ทำงาน ให้กับบริษัท Sun Microsystems (เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทคนหนึ่งด้วย) "C shell" จะมีเครื่องหมาย prompt เป็น % และยังมี "Korn shell" มี prompt เป็น $ Korn shell เป็นการนำเอาข้อดีของ Bourne และ C shell มารวมกัน ถ้าจะเข้าสู่ C shell ให้พิมพ์ csh ถ้าจะเข้าสู่ Korn shell ให้พิมพ์ ksh ส่วนใหญ่เมื่อผู้ใช้ login ระบบเข้ามามักจะเป็น Bourne
5)ระบบไฟล์และไดเรคทอรี
- UNIX มองทุกอย่างเป็นไฟล์หมด แม้แต่หน่วยความจำ (/dev/mem) ซีดีรอม (/dev/cdrom) เม้าส์ (dev/mouse) โมเด็ม (/dev/modem) ระบบไฟล์และไดเรคทอรีบนUNIX มีโครงสร้างแบบต้นไม้ (tree structure) โดยไดเรคทอรีนอกสุด คือ ไดเรคทอรีราก (root directory) ใช้ / เป็นตัวแทนครับ ซึ่งก็จะมีไดเรคทอรีย่อยแตกแขนง ออกไปอีกเช่น
/usr /local /lib /etc /bin
ในแต่ละไดเรคทอรีบรรจุไฟล์และไดเรคทอรีย่อยลงไปอีกเช่นใน /usr จะมี local bin
ชื่อไดเรคทอรีแบบนี้จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ เรารู้ว่าไดเรคทอรีนอกก่อนคืออะไร วิธีเรียกชื่อแบบนี้ถูกเรียกว่า relative pathname แต่ถ้าหากเราใช้ /usr/local หรือ /usr/bin แทน local หรือ bin เราก็จะทราบโครงสร้าง tree structure ที่แท้จริงของไดเรคทอรีนี้ วิธีการเรียกแบบนี้เรียก absolute pathname ไดเรคทอรีที่ผู้ใช้ล็อกอินเข้าไปเรียกว่า home directory ซึ่งก็ขึ้นกับผู้บริหารระบบว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหน
คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับไฟล์และไดเรคทอรี
-pwd (print working directory) เป็นคำสั่งที่ใช้ดูว่าเราอยู่ในไดเรคทอรีไหน
-cd (change directory) เป็นคำสั่งที่ใช้เข้าไปใน directory ที่ต้องการ เช่น cd / ใช้เข้าไปที่ root directory ใช้คำสั่งcd /usr/bin เพื่อไปในไดเรคทอรีดังกล่าว ใช้คำสั่ง cd .. เพื่อไปไดเรคทอรีบนก่อน 1 ชั้น เป็นต้น
-mkdir (make directory) ใช้สร้างไดเรคทอรี
-rmdir (remove directory) ใช้ลบไดเรคทอรี หรือใช้ rm -rf ชื่อไดเรคทอรี
-ls (list) ใช้ลิสต์ดูไฟล์ในไดเรคทอรี มี options ให้เลือกมากมายเช่น ls -l เป็นการลิสต์ไฟล์แบบยาว ls -la เป็นการลิสต์ไฟล์แบบยาวและให้แสดงไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วย "จุด" เช่น .cshrc ซึ่งปรกติจะถูกซ่อนไว้ ls -CF แสดงไฟล์แบบสั้นเหมือน ls เพียงแต่จะบอกว่าอะไรเป็นไฟล์ อะไรเป็นไดเรคทอรี
-cp (copy) ใช้สำเนาไฟล์เช่น cp file1 file2 ถ้าเป็นไดเรคทอรีใช้ cp -r directory1 directory2
-mv (move) ใช้เปลี่ยนชื่อหรือเคลื่อนย้ายไฟล์เช่น mv file1 file2 จะเป็นการเปลี่ยนชื่อไฟล์ ถ้าสั่ง mv file1 /directory1/directory2 เจ้าไฟล์ชื่อ file1 จะถูกย้ายไปอยู่ในไดเรคทอรี /directory1/directory2 เราใช้ mv -r directory1 directory2 ย้ายสำหรับไดเรคทอรี
-rm (remove) ใช้ลบไฟล์ เช่น rm file1 file2 file3 …… ใช้ rm -r directory สำหรับไดเรคทอรี
-find directory -name ชื่อไฟล์ -print ใช้ค้นหาไฟล์ในไดเรคทอรีหนึ่งและในไดเรคทอรีย่อยลงไป เช่นเราใช้คำสั่ง find . -name ชื่อไฟล์ -print เพื่อค้นหาไฟล์ในไดเรคทอรีปัจจุบัน (current directory) และ ไดเรคทอรีย่อยลงไป
-grep เป็นคำสั่งที่ใช้หาดูข้อความในไฟล์ เช่นต้องการหาว่ามีในไฟล์ /etc/passwd มีคำว่า student ที่ไหนบ้างก็สั่ง grep student /etc/passwd หากเราต้องการทราบว่าในไดเรคทอรีหนึ่งๆ มีไฟล์ใดบ้างที่มีข้อความหนึ่งๆ เช่น คำสั่ง grep boot /etc/* ใช้เมื่อต้องการทราบว่าในไดเรคทอรี /etc มีไฟล์ใดบ้างที่มีคำว่า boot
วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ประวัติส่วนตัว
ชื่อเล่น ปิ๊ก
รหัสนักศึกษา 5012252122
เพื่อนสนิท 1. นางสาวนุจรินทร์ วงศ์เศษ Tel. 087-2461869
2. นางสาวธัญญาลักษณ์ Tel.085-7747935
เบอร์โทรศัพท์ 081-9666862
e-mail ... natty_pikky@hatmail.com
URL ... http://nattiyakorn.blogsport.com